งานราชการ 108 งานราชการที่เปิดสอบ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

บัตรเครดิตคืออะไร

บัตรเครดิต จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บัตรเครดิต หรือ บัตรสินเชื่อ เป็นบริการที่สถาบันทางการเงินต่างๆ ออกให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้จ่ายแทนเงินสด บัตรเครดิตที่รู้จักกันเช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี อเมริกันเอกซ์เพรส ดิสคัฟเวอร์ และ ไดเนอร์สคลับ สามารถใช้ได้ตามจำนวนวงเงินบัตรที่อนุมัติหักออกด้วยค่าสินค้าและบริการที่ ใช้จ่ายผ่านบัตร ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และหนี้สินคงค้างที่ยังไม่ได้ชำระ

การทำงานของบัตรเครดิต
ผู้ใช้สามารถนำบัตรมาซื้อ สินค้าและบริการได้ตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ หลังจากผู้รับบริการได้บัตรเครดิตแล้ว ผู้ขายหรือผู้ให้บริการจะต้องเช็คยอดที่จ่ายกับทางธนาคารก่อนและจะได้รับ รหัสอนุมัติจากธนาคาร ในสมัยก่อนจะเป็นเครื่องรูดบัตร ร้านค้าต้องโทรศัพท์ไปที่ธนาคาร แต่ตอนนี้มีเครื่องรูดบัตรที่จะออนไลน์กับธนาคารเพื่อให้ได้รหัสอนุมัติเลย จากนั้นก็จะนำสลิปไปให้เจ้าของบัตรเซ็นชื่อ เพื่อส่งให้ธนาคารตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของจริงๆ ปัจจุบันบัตรเครดิตนอกจากจะเป็นที่นิยมในการซื้อสินค้าตามราคาทั่วไปแล้ว ยังนิยมมาใช้ในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

เมื่อมีการซื้อขาย บัตรเครดิต ผู้ใช้บัตรเครดิตจะแสดงความสมยอมว่าการซื้อขายนั้นได้เกิดขึ้นจริงด้วยการ เซ็นใน ใบเสร็จ หากเป็นการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้อาจจะกรอกราย PIN Number และหมายเลขบัตรเครดิต เพื่อเป็นการแสดงความจำนงในการซื้อขาย

ขณะนี้ได้มีบัตรเครดิตแบบใหม่ ที่จะใช้ทาบกับเครื่องอ่าน โดยอาศัยหลักการของคลื่นวิทยุ จึงไม่ต้องมีการนำแถบแม่เหล็กไปสัมผัสกับเครื่องอย่างระบบเก่า ทำให้เพิ่มความรวดเร็วในการทำรายการ และเหมาะกับการชำระเงินจำนวนน้อยๆ

กฎเหล็กก่อนเลือกบัตรเครดิต

4 กฎเหล็กก่อนเลือกบัตรเครดิต
เมื่อคุณจำเป็นต้องถือบัตรเครดิตสักหนึ่งใบ คุณอาจจะเลือกดูที่โปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ จนลืมเรื่องพื้นฐานไปว่า การเลือกใช้บัตรเครดิตนั้นต้องดูที่อะไรบ้าง จึงจะคุ้มค่าและไม่เสียเงินเปล่ากับค่าธรรมเนียมจิปาถะที่ตามมาอีกมากมาย

สาวๆ หลายคนไม่ทราบว่าเมื่อปีที่ผ่านมา เราได้จ่ายค่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตไปเท่าไร หรือแม้แต่ค่าบริการรายปีที่ต้องเสียไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะบางคนจ่ายเฉพาะหนี้ขั้นต่ำสุด หรือบางคนก็ดูแต่ยอดที่ต้องชำระเงินเท่านั้น ถามตัวเองให้ดีว่าจะปล่อยให้ค่าจิปาถะเหล่านี้ลดเงินในกระเป๋าคุณไปทำไม มาเลือกบัตรเครดิตให้เหมาะสมกับตัวคุณกัน

1. ค่าธรรมเนียมรายปี ธนาคารบางแห่งยินดียกเลิกค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อให้เป็นโปรโมชั่นแก่ลูกค้า แต่บางที่ยกเลิกแค่เพียงปีแรกเท่านั้น หรือไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเมื่อได้ใช้จ่ายครบวงเงินตามที่บัตรเครดิตตั้ง เป้าไว้ซึ่งบางครั้งเราไม่ได้ใช้เงินผ่านบัตรเครดิตเยอะขนาดนั้น คุณอาจจะมานั่งเสียดายค่าธรรมเนียมที่มีมูลค่าประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อปีทีเดียว

แต่ทว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งคือให้คุณโทรไปปรึกษาที่ Call Center ของบัตรเครดิตนั้นๆ ว่าไม่ยินดีที่จะเสียค่าธรรมเนียมและอาจจะขอยกเลิกบัตรเครดิตใบนี้ บางครั้ง Call Center สามารถช่วยเหลือให้คุณไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในบัตรได้เลย เนื่องจากกว่าธนาคารจะให้คุณสมัครบัตรเครดิตได้นั้นแสนยากเย็น จะให้คุณปิดบัตรออกไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน ก็ต้องมีการซื้อใจกันบ้าง

2. ดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ย หากคุณมีบัตรเครดิตเพื่อเอาไว้หมุนเงิน ต้องคิดเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ดีๆ เพราะทุกๆ ใบแจ้งหนี้ของบัตรเครดิตในแต่ละธนาคารจะแจ้งให้คุณทราบอยู่แล้วว่า คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าไรต่อเดือนหรือต่อปี ซึ่งถ้าคุณจำเป็นต้องเป็นหนี้ระยะยาวให้เลือกบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า

นอกจากนั้น ยังต้องถามเรื่องวิธีคำนวณดอกเบี้ย บางธนาคารคำนวณดอกเบี้ยจากยอดหนี้ในงวดก่อนหน้า แม้ว่าทางคุณจะตั้งใจชำระเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยแล้วก็ตาม

3. ช่วงเวลาปลอดดอกเบี้ย ทุก บัตรเครดิตจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย บางธนาคารให้ระเวลา 30 วัน บางธนาคารให้นานถึง 45 วัน แน่นอนว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวคุณไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ถ้าเลยระยะเวลาที่กำหนดให้แล้ว ก็ต้องเสียดอกเบี้ยตามกฎเกณฑ์เช่นกัน

4. ระวังค่าทำรายการ แม้ เราจะเสียค่าดอกเบี้ยแล้ว แต่หากเรายังใช้เงินเกินวงเงินหรือใช้บัตรกดเงินสด และชำระเงินไม่ทันกำหนด คุณอาจจะต้องเสียเงินค่าทำรายการในการจ่ายเงินช้าอีก 100-200 บาท ทุกบริการล้วนเป็นเงินเป็นทอง เพียงแค่คุณเข้าใจและเลือกบัตรเครดิตให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ บัตรเครดิตก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณหมุนเงินได้คล่องขึ้นเช่นกัน ที่มา : นิตยสาร Lisa

ใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด

ใช้บัตร เครดิตอย่างชาญฉลาด อย่ารู้จักบัตรเครดิตแค่เพียงผิวเผิน สาวๆส่วนใหญ่รู้จัก
และคุ้นเคยกับบัตรเครดิตกันเป็นอย่างดี แต่เป็นการรู้จักแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น
อันที่จริงบัตรเครดิตแต่ละใบมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้น ถ้าเราสามารถรุ้จักมันแบบถึงรากถึงแก่น
นับว่าเป็นข้อดีต่อสภาพทางการเงินของเราเลย
สิ่งสำคัญที่สุดในการทำสัญญาบัตรเครดิตระหว่างเรากับธนาคารผู้ออกบัตรก็คือ
ต้องอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้ให้เข้าใจมากที่สุด
ตั้งแต่วงเงินที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม วิธีการชำระเงิน
นอกจากนี้ยังควรทำความเข้าใจถึงสิทธิของเราในฐานะผู้ถือบัตรให้ดี ด้วย

อย่าเกรงใจหรือลังเลที่จะถามหากเกิดความสงสัยในตัวบัตรที่เราถืออยู่
ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนในการใช้และเพื่อรักษาสิทธิของเราในฐานะผู้ถือบัตร ด้วย
ใช้บัตรจ่ายอะไรดี ข้อดีสูงสุดของการซื้อของผ่านบัตรเครดิตก็คือ
สามารถช็อปของที่ถูกใจได้ทันทีแม้ว่าขณะนั้นเราจะไม่มีเงินสดติดตัวเลยสัก บาทก็ตาม
แถมยังสะดวกสบายไม่ต้องพกเงินจำนวนมากให้หนักกระเป๋า
แต่ในทางตรงกันข้าม ข้อดีข้อนี้ที่เป็นข้อเสียอย่างมากสำหรับสาวนักช็อปทั้งหลาย
เพราะถ้าหากไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจแล้วอาการช็อปสนั่นเมืองก็คงเกิดขึ้น
จนบัญชียาวเป็นหางว่าว ดังนั้นถ้าจะให้ดีควรเลือกใช้บัตรกับสินค้าหรือบริการ
ที่สามารถควบคุมการใช้ จ่ายได้เองแบบชัดเจน ซึ่งจะให้ประโยชน์มากกว่าโทษ

ดังรายการต่อไปนี้ น้ำมัน ถือเป็นเรื่องปกติของคนใช้รถที่ต้องเติมน้ำมัน
ดังนั้นค่าน้ำมันจึงไม่สามารถทำให้เกิดหนี้สูงไปกว่าที่เป็นอยู่ได้
เพราะรถต้องกินน้ำมันอยู่เป็นประจำตามเส้นทางชีวิต
ถึงแม้จะจ่ายเงินสดก็ต้องจ่ายในมูลค่าที่เท่ากันอยู่ดี ดังนั้นเก็บเงินสดไว้จับจ่ายเรื่องอื่นดีกว่า
แถมยังช่วยให้คะแนนสะสมในบัตรพุ่งปรี๊ดอีกด้วย
ของกินของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ต คุณแม่บ้านหรือคุณผู้หญิงส่วนใหญ่จะต้องเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างน้อยเดือน ละครั้ง
เพื่อจับจ่ายของกินของใช้จิปาถะเข้าบ้าน เชื่อไหมว่าการใช้บัตรเครดิตจะช่วยเพิ่มความรอบคอบ
และความสามารถในการควบคุม ค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
เพราะใบแจ้งยอดในแต่ละเดือนจะทำให้คุณแม่บ้านตรวจเช็กค่าใช้จ่ายที่หมดไปได้ ว่ามากหรือน้อยเกินโควต้าแค่ไหน
หากฟุ่มเฟือยเกินไปครั้งหน้าจะได้เริ่มประหยัดเสียที

ค่าใช้จ่ายรายเดือนสารพัดชนิด เริ่มตั้งแต่ค่าโทรศัพท์ หรือค่าเคเบิล
แทนที่จะแยกจ่ายก็ควรโอนทุกอย่างให้จ่ายผ่านบัตรเครดิตใบเดียวนี่แหละเพราะ
มันคือค่าใช้จ่ายที่มีตัวเลขค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว และที่สำคัญก็คือ
ต้องจ่ายแน่ๆเพราะฉะนั้นควรรวบยอดเอาไว้เลย นอกจากจะสะดวกในการชำระเงินแล้ว
เราจะได้คะแนนสะสมเป็นของกำนัลในแต่ละเดือนแบบไม่ต้องไปเดินช็อปให้เมื่อย ด้วย
สินค้าที่มีมูลค่ามากๆ ประเภทตั๋วเครื่องบิน ร้านอาหาร ที่พักโรงแรมหรู ค่ารักษาพยาบาล
ค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ เป็นสินค้าที่เราค่อนข้างแน่ใจว่าจำเป็นต้องซื้อ
เงินสดที่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งเหล่านี้ยอ่มมีอยู่แล้ว
เป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของเราได้อีกระยะหนึ่งด้วย

การจ่ายสดสำหรับของฟุ่มเฟือยอย่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายต่างๆ รวมถึงบริการบันเทิงทั้งหลาย
แทนการใช้บัตรเครดิตนับว่ามีประโยชน์ไม่ใช่น้อย เพราะทุกครั้งที่ต้องเปิดกระเป๋าควักเงินจ่าย
จะช่วยให้ความรู้สึกเสียดายนั้นบังเกิด เรียกว่าลดความฟุ่มเฟือยลงได้แบบคาดไม่ถึงทีเดียว
สบายใจไร้ดอกเบี้ย ตามปกติแล้วบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาที่เรียกว่า ระยะปลอดดอกเบี้ย
ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เราไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยจากการใช้บัตร
โดยระยะเวลาดังกล่าวจะแตกต่างกันไปขึ้นกับเงื่อนไขของธนาคารผู้ออกบัตร
สังเกตง่ายๆจากในใบเรียกเก็บเงินที่ธนาคารส่งมาให้ วันนัดชำระเงินวันสุดท้ายนั่นแหละเรียกว่า
ระยะปลอดดอกเบี้ย แต่ถ้าในกรณีที่เราไม่สามารถจ่ายยอดเงินที่เต็มจำนวนชำระได้

ทางออกที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้ดอกเบี้ยงอกงามคือ การชำระเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อยก็ควรมากกว่ายอดชำระขั้นต่ำในแต่ละเดือน เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว
เราอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยโดยไม่มีวี่แววที่ยอดค้างชำระจะลดลง
แม้ว่าเราได้จ่ายยอดชำระขั้นต่ำทุกเดือนก็ตาม เทคนิคการใช้วงเงิน
การใช้บัตรเครดิตเป็นการกู้ยืมชนิดหนึ่ง ตามกฎ 20-10 ซึ่งเป็นกฎเกี่ยวกับการบริหารหนี้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น
ค่าใช้จ่ายที่เกิดจาการกู้ยืมไม่ควรเกินร้อยละ 20 (ไม่รวมค่าผ่อนบ้าน)
และค่าใช้จ่ายประจำเดือนไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของรายได้สุทธิของตัวเองในแต่ละเดือน
สมมติว่าเงินเดือน 15,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืม
รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจากการใช้บัตรเครดิตไม่ควรเกิน 4,500 บาท
จึงจะถือว่าเป็นการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพที่สุด

กลโกงยุคดิจิตอล เทคโนโลยีกลโกงล่าสุดเกี่ยวกับบัตรเครดิตอันนับเป็นกลโกงที่น่ากลัวมากก็คือ
การก๊อปปี้ข้อมูลในบัตรจริงไปทำบัตรใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จนเรียกว่าเป็นบัตรปลอมไม่ได้เลย วิธีการก็คือ
การรูดบัตรผ่านเครื่องก๊อปปี้แถบแม่เหล็กเพียงเท่านี้ข้อมูลทั้งหมดในแถบแม่ เหล็กหลังบัตรเครดิต
ก็จะถูกนำไปถ่ายทอดลงบัตรพลาสติกใบใหม่แล้วใช้รูดแทน เจ้าของบัตรตัวจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ
การก๊อปปี้ข้อมูลนี้สามารถทำได้ง่ายๆในเวลาไม่กี่วินาที
แม้ตอนที่เราเผลอหรือแม้กระทั่งตอนที่พนักงานร้านอาหารเดินนำบัตรไปให้ แคชเชียร์หรือนำมาส่งคือจเของบัตร
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมิจฉาชีพสามารถใช้กลโกงนี้ได้
เราควรใส่ใจกับทุกขึ้นตอนการรูดชำระเงินเป็นพิเศษ ไม่ควรเดินไปที่อื่น
หรือคุยโทรศัพท์โดยไม่ได้มองพนักงาน และควรตรวจสลิปบัตรเครดิตให้ละเอียดรอบคอบทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ
บทความจาก ELLE

เทคนิคการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต
เชื่อว่าถ้าถามคนไหนที่ว่าใครไม่มีบัตรเครดิตบ้าง คงจะมีส่วนน้อยที่ตอบว่าไม่มี
เพราะว่าบัตรเครดิตมีไว้ก็สามารถช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่น และคล่องตัวในการใช้เงินสูงสุด
และไม่ต้องกังวลที่จะต้องพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก ถ้าพกมากก็เป็นภัยกับตัวเอง

สำหรับผู้ที่ตกลงใจจะทำบัตรเครดิตควรจะต้องอ่านรายละเอียด และเงื่อนไขให้เข้าใจมากที่สุด
ตั้งแต่วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และอีกจิปาถะ เพื่อการใช้บัตรเครดิตอย่างมีประโยชน์สูงสุด
แล้วที่นี้เราจะใช้จ่ายบัตรเครดิตให้มีประโยชน์สูงสุดกับเรายังไงมาดูกันค่ะ

ใช้จ่ายบัตรเพื่อ… creditcard tip
การใช้บัตรเครดิตอย่างคุ้มค่าว่า พยายามใช้สิทธิประโยชน์ของบัตรให้เต็มที่ บัตรบางใบก็ลดค่าอาหารได้ หรือได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆมากมาย

ดังนั้นก่อนใช้บัตรเราควรใช้บัตรกับสินค้าหรือบริการที่สามารถควบคุมการ จ่ายได้เอง ซึ่งจะเป็นการให้ประโยชน์มากกว่าโทษ ดังรายการต่อไปนี้

ค่าน้ำ-ค่าไฟ หรือ อีกสารพัน creditcard tip
ตัวเลขของแต่ละเดือนมันคงไม่ห่างไกลจากกันเท่าไหร่นัก ฉะนั้นคุณควรรวบรวมยอดแล้วเอาไปจ่ายทีเดียว เพราะแน่นอนว่าการจ่ายแบบนี้ยังไปช่วยเติมยอดสะสมให้สูงปรี๊ดได้ดีอีกด้วย

ค่าน้ำมัน creditcard tip ที่ถือเป็นเรื่องปกติที่รถเราจะต้องเติมอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะจ่ายเงินสดมันก็อยู่ในมูลค่าเท่ากันอยู่ดีเพราะฉะนั้น เก็บเงินสดเอาไว้ทำอย่างอื่นจะดีกว่า แล้วใช้บัตรจ่ายแทน และยังช่วยให้เราได้คะแนนเยอะ ๆ เพื่อไปแลกรับของที่เราต้องการได้อีกด้วย

การใช้จ่ายของในซูเปอร์มาร์เก็ต creditcard tip
อย่างน้อยเราก็ต้องเข้าไปจับจ่ายใช้สอยข้าวของจิปาถะอย่างน้อยเดือน ละ 1 – 2 ครั้งอยู่แล้ว การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะช่วยทำให้คุณสาว ๆ เพิ่มความรอบคอบและควบคุมการ

ใช้จ่ายได้อย่างดีเลยค่ะ เพราะใบแจ้งจะต้องแจ้งยอดในแต่ละเดือนทำให้เราสามารถเซ็กค่าใช้จ่ายได้ว่าใน แต่ละเดือนใช้มากใช้น้อยอย่างไร และรู้ว่าควรจะลดลงตรงไหนเพื่อเป็นการประหยัดในคราวต่อ ๆ ไป

หลังจากใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตแล้วสิ่งสำคัญคือ การชำระเงินควรชำระเต็มจำนวน เพราะดอกเบี้ยแพงนะ ขอบอก.... และในทางกลับกัน การใช้บัตรเครดิตอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณตกอยู่ในความเดือดร้อน

มีหลายกรณีที่ผลของการใช้บัตรเครดิตกลายเป็นภาระหนักทางการเงินของคุณแทน ที่จะส่งเสริมการเงิน ส่วนตัวของคุณ เพราะฉะนั้นควรใช้อย่างพอเพียงและเพียงพอ ตามรอยพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียง จะดีที่สุดค่ะ
ที่มา zomzaa.com

วีธีการ สมัครบัตรเครดิต ให้ผ่าน

มีเพื่อนของผู้เขียนอยู่สองคน คนแรกไม่มีงานประจำเพราะ Early Retire ไปตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ!! ส่วนอีกคนก็เปลี่ยนงานตามอารมณ์ศิลปินตลอด เงินเดือนเลยไปไม่ถึงไหน แต่สองคนนี้อยากมีบัตรเครดิตไว้รูดซื้อของ หรือเที่ยวต่างประเทศ คำถามคือจะทำยังไงที่จะช่วยเพื่อนรักสองคนนี้ให้มีบัตรเครดิตได้ วันนี้ เรามีข้อแนะนำที่อาจจะพอช่วยเพื่อนสองคนนี้ได้มาฝากครับ
หลักเกณฑ์ของแบงค์ชาติ
ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (เรามักเรียกกันง่ายๆ ว่า 'แบงค์ชาติ') ซึ่งแบงค์ชาติก็เพียงแค่กำหนดคุณสมบัติของคนที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตได้ เป็นแค่กรอบกว้างๆ เท่านั้น ตามนี้
มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 180,000 บาทต่อปี หรือ
มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ หรือ
มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ
มีเงินฝากออมทรัพย์ ลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ข้อแนะนำที่จะขอบัตรเครดิตได้ง่ายหรือเร็ว
ในชีวิตจริง แม้เราจะเข้าหลักเกณฑ์ของแบงค์ชาติตามที่พูดมาข้างต้น ในบางกรณี แต่ละธนาคารก็อาจมีนโยบายภายใน หรือดุลพินิจบางอย่างที่จะไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้เราก็ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากการทำตัวให้เข้าคุณสมบัติข้างต้นให้มากที่สุดแล้ว CheckRaka.com มีข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้รับอนุมัติบัตรเครดิต ดังนี้
1. ประวัติทางการเงินต้องขาวสะอาด
นี่คือข้อแรก และเป็นข้อหลักเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันนี้ เวลาสมัครสินเชื่อบัตรเครดิต ทางสถาบันการเงินจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบประวัติทางการเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน รถ หรืออื่นๆ กับศูนย์เครดิตแห่งชาติ (หรือที่เราเรียกกันว่า "เครดิตบูโร" ซึ่งถ้าชื่อเป็นทางการแบบเต็มๆ ก็คือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด) นั่นก็หมายความว่า ถ้าเรามีหนี้เสียอยู่ในระบบ หรือค้างชำระค่างวดของไฟแนนซ์ต่างๆ แล้วละก็ เราก็จะไม่สามารถสมัครบัตรเครดิตได้ค่อนข้างแน่ ดังนั้น ข้อแนะนำแรกคืออย่ามีหนี้เสีย หรือค้างจ่ายกับสถาบันการเงินใดๆ ทั้งสิ้น

2. ควรมีรายได้ที่แน่นอน
ตามหลักเกณฑ์ของแบงค์ชาติไม่ได้บังคับว่าผู้สมัครจะต้องมีรายได้ประจำ (กฎแบงค์ชาติใช้คำว่า "รายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ") แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่พิสูจน์ความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี และตรงไปตรงมาที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ผู้สมัครควรมีรายได้ที่แน่นอน ซึ่งหมายถึงว่า ทุกๆเดือนนั้น เราจะต้องมีเงินเข้าบัญชีตลอด ซึ่งสิ่งต่อไปนี้จะช่วยยืนยันให้เราได้
ควรจะมีงานประจำที่มั่นคงแน่นอน และมีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท หากเป็นพนักงานบริษัท ก็ควรมีอายุงานเกินเกณฑ์ที่สถาบันการเงินที่รับสมัครบัตรเครดิตกำหนด เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี (ไม่ใช่อยู่ในช่วงทดลองงาน) ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็แนะนำว่าต้องเปิดกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า1 ปี
ควรมีสลิปเงินเดือนแสดงว่าใครเป็นนายจ้าง และรายได้สม่ำเสมอจ่ายตรงวันทุกเดือนในแต่ละเดือน และเวลายื่นให้สถาบันการเงินพิจารณา ควรยื่นสลิปดเงินเดือนของเดือนล่าสุด
ควรรับเงินเดือนผ่านธนาคาร นั่นก็หมายความว่า หากเป็นพนักงานบริษัท แต่รับเงินเดือนเป็นเงินสด หรือเอาเงินเดือนไปฝากเข้าบัญชีเอง อันนี้ก็แล้วแต่ทางสถาบันการเงินเจ้าของบัตรจะพิจารณา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่น่าจะผ่านเกณฑ์อนุมัติบัตรให้ได้ (เพราะเขาจะดูรหัสการฝากเงินที่หน้าสมุดบัญชีธนาคารออกว่า รหัสไหนคือฝากเงิน รหัสไหนคือเงินเดือน) ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ก็ต้องนำสมุดบัญชีไปเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาด้วย เพราะสถาบันการเงินที่ออกบัตร ต้องการดูสถานภาพการเงินย้อนหลัง ดูความมั่นคงทางการเงินด้วย
โดยทั่วไปถ้าท่านเป็นข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะมีโอกาสสูงกว่าพนักงานเอกชนที่จะได้รับอนุมัติ เพราะสถาบันการเงินมองว่าหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจมีความมั่นคงกว่า และมีสถานที่เป็นหลักเป็นแหล่งกว่าบริษัทเอกชน (บริษัทเอกชนจะเจ๊ง เลิกกิจการ หรือเปลี่ยนสถานที่อยู่เมื่อใดก็ได้ง่ายกว่า) และก็ไม่น่าจะโดนไล่ออก หรือให้ออกกันง่ายๆ เหมือนบริษัทเอกชน

3. ถ้าไม่มีรายได้ที่แน่นอนให้ใช้วิธีฝากเงินเป็นประกันแทน
คำถามต่อเนื่องจากข้อ 2 คือถ้าไม่มีงานประจำ หรือไม่มีรายรับที่สม่ำเสมอแน่นอนละ เช่นเป็นฟรีแลนซ์จะทำอย่างไร ในทางปฏิบัติมีคนลองมาหลายวิธี เช่น ลองสมัครในช่วงที่มีการส่งเสริมการขายเยอะๆ หรือมีโปรโมชั่นเยอะๆ ด้วยความหวังว่าสถาบันการเงินจะอนุมัติง่ายกว่าปกติ หรือลองสมัครกับพวกที่ไม่ใช่ธนาคาร ("Non-Bank" เช่น อิออน) ด้วยความหวังว่า นโยบายการอนุมัติอาจไม่เข้มงวดเท่าธนาคาร หรือลองสมัครแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นเด็กเก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สมัครบัตรเครดิตที่อิงกับมหาวิทยาลัยนี้ ด้วยความหวังว่าความเป็นกลุ่มพวกเดียวกันอาจได้รับอนุมัติง่ายกว่า ซึ่งวิธีเหล่านี้ก็อาจสำเร็จบ้าง หรืออาจไม่สำเร็จบ้าง ไม่มีกฎตายตัว แต่วิธีหนึ่งที่โอกาสสำเร็จสูงมาก และตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ การฝากเงินแบบเงินฝากประจำ (Fixed Deposit) กับสถาบันการเงินที่เราอยากได้บัตรเครดิตจากเขา เช่นฝากประจำเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี โดยจำนวนอย่างต่ำที่สุดก็อาจเป็นไม่น้อยกว่า 50,000 บาท (ซึ่งถ้าฝาก 50,000 ก็มักจะได้วงเงินบัตรเครดิต 50,000 บาท) โดยหลักการก็คือเงินฝากประจำจำนวนนี้ ก็จะเป็นการค้ำประกันหนี้บัตรเครดิตที่เราจะเอาไปรูดนั่นเอง ธนาคารที่อาจรับเงินฝากค้ำประกัน และอนุมัติบัตรเครดิตแบบนี้ให้ได้ก็เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์สำหรับบัตร Family Plus หรือธนาคารกสิกรไทยสำหรับบัตร Premier เป็นต้น

4. เอกสารต้องครบถ้วนชัดเจน
เรื่องต่อมาคือเรื่องที่ผู้สมัครตกม้าตายกันบ่อยทีเดียว นั่นก็คือเรื่องเอกสารประกอบการสมัครบัตรเครดิต ปัญหาที่พบบ่อยก็เช่นเอกสารไม่ครบ ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือเป็นที่ Call Center หรือเจ้าหน้าที่ที่แนะนำนั้นบอกผิด หรือบอกไม่ครบ อย่างที่สอง ก็คือผู้สมัครยื่นไม่ครบ หรือบกพร่องเอง ซึ่งปัญหานี้แก้ไขไม่ยาก เพียงแค่ติดต่อไปหาเจ้าหน้าที่อีกครั้ง และส่งเอกสารให้ครบก็จะแก้ปัญหาไปได้ ปัญหาอีกแบบก็คือ เอกสารไม่ชัดเจน ปัญหานี้อยู่ที่ผู้สมัคร 100% เช่น สำเนาบัตรประชาชนดำจนไม่เห็นหน้าผู้สมัคร สำเนาเล่มบัญชีจางจนไม่เห็นตัวเลข ดังนั้นจึงควรแก้ปัญหาโดยการถ่ายเอกสารให้ภาพชัดเจน หรือตรวจสอบให้ดีก่อนยื่นให้เจ้าหน้าที่ เป็นต้น

5. ควรให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นหลักแหล่ง
หลักอย่างหนึ่งของสถาบันการเงินในการพิจารณาอนุมัติคือ ผู้สมัครต้องมีความน่าเชื่อถือ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยพิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้คือ เราต้องไม่เป็นบุคคลล่องลอย ไร้หลักแหล่ง และเวลาธนาคารต้องติดตามหนี้จะมีที่อยู่ซึ่งชัดเจนถาวรให้ติดตามได้ ดังนั้น เวลาให้ที่อยู่ ควรจะให้ที่อยู่ซึ่งถาวร เช่น ตรงกับบัตรประชาชน ตรงกับที่อยู่ส่งใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโทรศัพท์ และในส่วนของเบอร์โทรศัพท์ก็ควรเป็นหมายเลขโทรศัพท์บ้าน ไม่ใช่แค่หมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทรไปแล้วมีคนรับ ซึ่งถ้าเป็นญาติพี่น้องเรารับโทรศัพท์ได้ยิ่งดี (ไม่ใช่เจ้าของห้องเช่าเป็นคนรับ) ซึ่งเอกสาร หรือข้อมูลพวกนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการเพิ่มโอกาสให้สถาบันการเงินอนุมัติบัตรเครดิตให้เรา

10 ข้อต้องรู้ เครดิตบูโร!

เครดิตบูโร เปรียบเสมือน “ถังข้อมูลพฤติกรรมหนี้” ที่ใหญ่ที่สุดของระบบการเงินไทย และอีกนัยหนึ่งก็ยังเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ”...หากเพราะ เครดิตบูโร สามารถนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ระบบการเงิน รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอ่านสัญญาณเศรษฐกิจของสถาบันต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดความล่มสลายได้อีกด้วยในช่วงที่ผ่านมา เครดิตบูโร ได้ตกเป็นที่สนใจของคนในสังคมอีกครั้ง หลังจากมีกระแสข่าวยืนยันแน่ชัดแล้วว่า จะมีการล้างประวัติลูกหนี้แบล็กลิสต์ 600,000 ราย ที่เคยค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน กระนั้น ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวม 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตบูโรมาไว้ที่นี่แล้ว ฉะนั้น หากคุณคิดจะทำบัตรเครดิต ซื้อบ้าน ออกรถ ขอสินเชื่อ ทำบัตรกดเงินสด...เราว่าคุณควรอ่าน 10 ข้อดังต่อไปนี้ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนสางหนี้ก่อนทำบัตรเครดิต

1. What’s เครดิตบูโร ?
บริษัทที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิตจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่งที่เป็นสมาชิก โดยนำมารวบรวมประมวลผลเป็นข้อมูลเครดิตในภาพรวมของเจ้าของข้อมูลแต่ละราย และเมื่อสถาบันการเงินหรือลูกค้าเจ้าของข้อมูลต้องการเรียกดูรายงานข้อมูลเครดิตภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด บริษัทข้อมูลเครดิต ก็จะเปิดเผยข้อมูลเครดิตนั้นในรูปของรายงานข้อมูลเครดิต

2. ค้างชำระค่าโทรศัพท์ จะติดเครดิตบูโร หรือขอสินเชื่อยากขึ้นหรือไม่ ?
เครดิตบูโรไม่มีการจัดเก็บข้อมูลการชำระ หรือค้างชำระเกี่ยวกับสาธารณูปโภคทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์ รายการบัญชีเงินฝาก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า หรือข้อมูลทรัพย์สินเงินฝากแต่อย่างใด เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ดำเนินการจัดเก็บ ใครฝ่าฝืนจะมีโทษในทางอาญา และปัจจุบันยังไม่มีการนำส่งข้อมูลจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเข้ามาในระบบข้อมูลเครดิตอีกด้วย ค้างชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ถูกนำมาเป็นประวัติเสีย

3. เหตุใด ไฉนกันคุณจึงถูกปฏิเสธขอสินเช่ือ ?
การพิจารณาวิเคราะห์สินเชื่อ หรือออกบัตรเครดิตให้กับผู้ที่มาขอสินเชื่อนั้น สถาบันการเงินจะนำข้อมูลนี้ไปพิจารณารวมกับข้อมูลที่แสดงความสามารถในการทำรายได้ เช่น เงินเดือน อาชีพ ภาระในครอบครัว เป็นต้น ดังนั้น การพิจารณาให้-ไม่ให้ หรืออนุมัติ-ไม่อนุมัติ เป็นสิทธิและเป็นอำนาจของสถาบันการเงิน เครดิตบูโรไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

4. คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า เหตุที่สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ...คุณทำผิดอะไร ?
ตามกฎหมาย หากสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อแก่คุณ เพราะได้รับรู้ข้อมูลเครดิตของคุณไป สถาบันการเงินนั้นๆ ต้องแสดงเหตุผลและแจ้งให้ท่านทราบเป็นหนังสือ โดยคุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่ศูนย์ตรวจสอบเครดิตบูโร ภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับคำปฏิเสธการขอสินเชื่อประวัติดีงาม อนุมัติเร็วไว

5. ข้อมูลในเครดิตบูโรจะอัพเดตทุกๆ กี่เดือน กี่ปี ?
กฎหมายกำหนดไว้ว่า ข้อมูลของบุคคลธรรมดาและข้อมูลของนิติบุคคลให้เก็บไว้ในระบบประมวลผลได้ไม่เกิน 3 ปี และ 5 ปีตามลำดับ นับตั้งแต่สถาบันการเงินรายงานข้อมูลมายังบริษัท โดยที่จะมีข้อมูลใหม่เข้าไปแทนที่ข้อมูลเก่าเรื่อยไป ส่วนการอัพเดตข้อมูลนั้น สถาบันการเงินจะรายงานประวัติการชำระของคุณเข้ามาที่บริษัทฯ ทุกๆ สิ้นเดือน

6. อุ๊บส์! ติด BLACKLIST คืออะไร ?
ระบบเครดิตบูโร จะไม่มีคำว่า “Blacklist” หรือแม้กระทั่งคำว่า “ติดเครดิตบูโร” ซึ่งคำดังกล่าว เป็นภาษาพูดที่ใช้กันจนชินปาก เช่น พวกรับจ้างทวงหนี้ หรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ปฏิเสธไม่ให้สินเชื่อคุณ มักชอบอ้างใช้คำนี้ ซึ่งคำว่า Blacklist ก็คือการที่เราไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเวลาที่กำหนด และทำให้ไม่สามารถยื่นขอที่ใดๆ ได้อีก หากไม่ชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ขณะเดียวกัน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จะเก็บข้อมูลไว้ในระบบ 3 ปี หลังจากนั้นคุณสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันการเงิน ฉะนั้น คำตอบที่ดีที่สุดของปัญหานี้คือ ใช้หนี้ให้หมดและสร้างความมั่นคงการเงินใหม่ คุณจะมีรายงานข้อมูลเครดิตที่ดี และสามารถทำธุรกรรมต่อได้อย่างปกติสถาบันการเงิน รายงานประวัติของคุณเข้ามาที่บริษัทฯ ทุกๆ สิ้นเดือน

7. ราชกิจจานุเบกษาประกาศล้างประวัติลูกหนี้ 6 แสนราย...ใครบ้างหนอได้รับโอกาส ?
ลูกหนี้รายย่อยประมาณ 6 แสนรายที่โชว์ประวัติการค้างชำระหนี้เกิน 90 วันอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติครบ 8 ปี จะถูกลบประวัติการค้างหนี้ออกจากระบบ จึงทำให้มีโอกาสยื่นขอสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้อีกครั้ง ส่วนยอดหนี้ยังคงเดิม ไม่มีการลบทิ้งหรือล้างข้อมูลออกไปแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2541 โดย 95% เป็นรายย่อย และอีก 5% เป็นนิติบุคคล ซึ่งมียอดหนี้ไม่สูง และธนาคารพาณิชย์ไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการฟ้องร้อง

8. เอ๊ะ! ประวัติเครดิตบูโร เราเป็นอย่างไรบ้าง ต้องเช็กทางไหน ?
- บุคคลธรรมดา สามารถตรวจเครดิตบูโรได้ที่
1. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ สาขาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง สาขาอาคารกลาสเฮ้าส์ ปากซอยสุขุมวิท 25 และสาขาห้างเจ-เวนิว (นวนคร) รับรายงานได้เลยภายใน 15 นาที
2. ยื่นคำขอผ่านเคาน์เตอร์ ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้ทุกสาขา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
3. ยื่นคำขอผ่านตู้เบิกเงินสด (ATM) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วันเช็กเครดิตบูโรได้ง่ายๆด้วยตัวเราเอง
4. ยื่นคำขอผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) ของธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
5. ยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ (Internet Banking) ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน
- นิติบุคคล สามารถตรวจสอบเครดิตบูโร ได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ รับรายงานภายใน 15 นาที และผ่านทางไปรษณีย์ บริษัทฯ จะจัดส่งรายงานผ่านทางไปรษณีย์ แบบลงทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับเอกสารครบถ้วน

9. ทำไมข้อมูลเครดิตของคุณถูกส่งมาให้บริษัทข้อมูลเครดิต ทั้งที่คุณไม่เคยอนุญาต ? ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 บัญญัติให้สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้าของตนแก่บริษัทข้อมูลเครดิตที่ตนเป็นสมาชิก แต่เมื่อได้นำส่งในครั้งแรกแล้ว สถาบันการเงินนั้นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นำส่งข้อมูล แต่ไม่ต้องขออนุญาตจากลูกค้า นอกจากนั้น สถาบันการเงินสมาชิกอาจต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบในกรณีอื่นๆ

10. ทำอย่างไรให้เครดิตแจ่ม รักษาประวัติหรู ?
- ไม่ควรมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนสูงเกินไป จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและชำระหนี้
- ควรมีบัตรเครดิตเท่าที่เพียงพอต่อความจำเป็น และควรปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่ใช้แล้ว เพราะหากมีมาก แนวโน้มการก่อหนี้ก็จะมีมากขึ้น
- ควรชำระหนี้ทุกรายการตามใบแจ้งหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ขั้นต่ำตามที่กำหนด
- หากชำระไม่ทันตามเวลา ควรรีบติดต่อกับสถาบันผู้ออกบัตรทันที และควรดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษร.

เฮ! รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงิน พึงระวังลวงลบประวัติมืด

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ได้กล่าวไว้ว่า ระยะเวลา 8 ปี ถือว่านานพอสมควรที่จะได้รับโอกาสใหม่อีกครั้ง และ ธปท. อยากให้ลูกหนี้ที่ได้รับการลบประวัติการค้างชำระหนี้ไปแล้ว ครองตนเป็นผู้ที่มีวินัยทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ตกเป็นผู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร ได้เตือนให้ประชาชนได้ตระหนักว่า “เครดิตบูโรไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ลบทิ้งให้ต่างไปจากความเป็นจริงได้ และไม่มีใครปลดล็อกอะไรกันได้ตามที่มีการโฆษณาหลอกลวง จึงอยากให้ระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด หากเพราะการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการขอสินเชื่อนั้น ควรติดต่อสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตโดยตรงจะปลอดภัยที่สุด”

คนที่ได้รับการหยิบยื่นโอกาส อาจเป็นผู้ที่โชคดี แต่คนที่สร้างโอกาสให้ตัวเองได้คือคนเก่ง...หากเพราะสิ่งที่ยากกว่าการได้รับโชคชะตา คือการรักษาโอกาสอันมีค่าไว้ให้ดีที่สุด

ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1, 2+, 3+, ชั้น 3 เข้าใจใน 3 นาที